Google

Thursday, September 24, 2009

Diplomacy

การทูต

แนวปฏิบัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐโดยผ่านทางผู้แทนที่เป็นทางการ การทูตนี้อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับกระบวนการของความสัมพันธ์ต่างประเทศทุกอย่างทั้งที่เป็นส่วนของการกำหนดนโยบายและส่วนของการดำเนินนโยบาย ในแง่ที่มีความหมายกว้าง ๆ นี้ การทูตและนโยบายต่างประเทศเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในแง่ที่มีความหมายแคบเข้ามาหรือในแง่ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมหรือตามประเพณีนั้น การทูตนี้จะเป็นเรื่องของวิธีการและกลไกต่าง ๆ ที่จะให้นโยบายต่างประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายได้ ในแง่ที่มีความหมายแคบลงมาหน่อยนี้ การทูตจึงหมายถึงเทคนิคทางปฏิบัติการที่รัฐใดรัฐหนึ่งนำมาใช้เพื่อขยายผลประโยชน์ออกไปนอกเขตแดนหรือนอกเขตอำนาจศาลของตน เมื่อรัฐต่าง ๆ ต้องมีการเกี่ยวโยงและพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น จึงทำให้การประชุมระหว่างชาติ การประชุมในแบบพหุภาคี และการทูตแบบประชุมรัฐสภามีปริมาณเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี เนื่องจากรัฐต่าง ๆ มีการติดต่อสัมพันธ์กันบ่อยครั้งขึ้น และเรื่องที่ติดต่อกันนั้นก็มีหลายเรื่องด้วยกัน จึงทำให้กิจกรรมทางการทูตกลายเป็นเรื่องที่ทำกันในระดับทวิภาคีไป และกิจกรรมทางการทูตเหล่านี้ ก็ได้กระทำกันโดยผ่านทางช่องทางการทูตปกติ กล่าวคือ ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ และผ่านทางผู้แทนทางการทูตที่ส่งไปประจำอยู่ตามประเทศต่าง ๆ แต่หากเป็นเรื่องที่วิกฤตมาก ๆ บางทีก็จะใช้วิธีเจรจาในระดับสูงสุด คือ ให้ประมุขรัฐบาลเข้าประชุมในการทูตระดับสุดยอด

ความสำคัญ การทูตที่นำมาใช้กันมีรูปแบบดังนี้ คือ การทูตแบบเปิดเผยหรือการทูตแบบลับ การทูตแบบทวิภาคีหรือการทูตแบบพหุภาคี การทูตแบบระดับรัฐมนตรีหรือการทูตแบบระดับประมุขรัฐบาล ซึ่งแต่ละอย่างจะมีการใช้แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ในแต่ละสถานการณ์ ในแต่ละสภาวะแวดล้อมทางการเมือง และในแต่ละผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง การทูตทุกรูปแบบมีส่วนเกื้อกูลต่อระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เป็นไปด้วยความราบรื่น และเป็นเทคนิควิธีทางการเมืองที่สามัญที่สุดสำหรับใช้แก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ แม้ว่าจะได้มีการนำเอาเทคโนโลยีมาสนับสนุนอย่างไร แต่ก็ยังถือว่าการทูตนี้เป็นศิลป์มากกว่าที่จะเป็นศาสตร์ และถือว่าการติดต่อระหว่างบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในความสัมพันธ์แห่งรัฐทั้งหลาย
===============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Diplomacy, Conference

การทูตแบบจัดการประชุม

การเจรจาทางการทูตแบบพหุภาคีเต็มรูปแบบ ที่ดำเนินการในที่ประชุมระหว่างประเทศ การทูตแบบจัดการประชุมนี้ ในทางประวัติศาสตร์ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสถาปนาสันติภาพหลังสงครามครั้งสำคัญ ๆ โดยย้อนประวัติศาสตร์กลับไปเมื่อตอนเริ่มต้นมีระบบรัฐแบบตะวันตกขึ้นมาแล้ว ก็ได้มีการใช้การทูตแบบนี้ ในการประชุมใหญ่ที่เมืองเวสต์ฟาเลีย ( ระหว่างปี ค.ศ. 1642 - 1648) ซึ่งส่งผลให้สงคราม 30 ปียุติลงได้ การทูตแบบจัดการประชุมมีการนำมาใช้บ่อยครั้งยิ่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และได้จัดรูปแบบเป็นสถาบันและเป็นระบบใช้ได้ในระดับโลก เมื่อได้มีการจัดตั้งสันนิบาตชาติขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1919 ต่อมาเมื่อสหประชาชาติได้เข้าสืบทอดหน้าที่แทนสันนิบาตชาติแล้วนั้น ก็ได้ทำหน้าที่เป็นที่ประชุมทางการทูตในระดับโลกอยู่เป็นประจำ ส่วนเรื่องที่นำมาประชุมกันก็คือ ปัญหาระดับระหว่างประเทศในด้านการเมือง กฎหมาย สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคนิค ส่วนการทูตแบบจัดการประชุมที่จัดขึ้นเป็นประจำ โดยมีการจำกัดในเรื่องหัวข้อและจำกัดตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็เช่นกัน อย่างเช่น การประชุมที่จัดขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่จัดโดยองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) หรือที่จัดโดยองค์การเอกภาพแอฟริกา (โอเอยู) ในทำนองเดียวกัน การทูตแบบจัดการประชุมเฉพาะกิจ ก็ได้มีการนำไปใช้โดยกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในที่ประชุมเมืองบันดุง (ประเทศอินโดนีเซีย) ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1955 เมื่อวิทยาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ก็ได้มีการจัดประชุมหลากหลายทั้งที่เป็นแบบเฉพาะกิจ และที่เป็นการจัดในระดับสถาบัน และก็มีหลายครั้งที่จัดขึ้น โดยองค์การชำนัญพิเศษแห่งประชาชาติ ลักษณะที่เป็นทางการและที่เป็นแบบกึ่งรัฐสภาของการทูตแบบจัดการประชุมนี้ จะใช้สำหรับกรณีเลือกประธาน กรณีที่จะมีการยอมรับวิธีดำเนินการแบบมาตรฐาน กรณีจะจัดตั้งโครงสร้างของกรรมการที่จะมาทำงาน และกรณีที่จะเลือกระบบมาใช้ในการตัดสินใจ

ความสำคัญ การทูตแบบจัดการประชุมนี้ เป็นการทูตแบบเปิด ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับการทูตแบบ “ลับ” คือ เป็นแบบที่ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา เคยบอกไว้ว่า “ข้อตกลงแบบเปิดเผย ที่มีการลงนามกันอย่างเปิดเผย” ลักษณะพหุภาคีของการทูตแบบจัดการประชุมนี้ จะอำนวยประโยชน์ให้แต่ละฝ่ายสามารถร้องทุกข์ของฝ่ายตนได้ ให้สามารถรู้ถึงปัญหา สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างกัน และสามารถทำงานด้วยกันเพื่อห1าทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ การทูตแบบจัดการประชุมนี้ ในฐานะที่เป็นกลไกสำหรับใช้ดำเนินการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อนำมาใช้แล้วก็มิได้มีหลักประกันว่าจะทำให้สามารถทำการตกลงกันได้เสมอไป ในบันทึกของทั้งสันนิบาตชาติและสหประชาชาติ มีเรื่องที่ “ตกลงกันไม่ได้แบบเปิดเผย ที่มีการลงนามกันอย่างเปิดเผย” นี้เต็มไปหมด อย่างไรก็ดี เทคนิควิธีของการทูตแบบจัดการประชุมนี้ อาจจะไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหา เมื่อผลประโยชน์ของชาติไม่สามารถประนีประนอมกันได้ ก็จะใช้วิธีนี้ประชุมกันเพื่อถกแถลงและต่อรองกัน
===========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Diplomacy : Conversations

การทูต : การพูดจาหยั่งเชิง

การแลกเปลี่ยนทรรศนะทางการทูตระหว่างสองรัฐบาล การพูดจาหยั่งเชิงกันนี้อาจจะดำเนินการเพื่อหาข่าวสารอย่างเดียว หรืออาจจะนำไปสู่การเจรจาลงลึกในรายละเอียดมากยิ่งขึ้นด้วยก็ได้ การพูดจาหยั่งเชิงเป็นกิจกรรมทางการทูตในระดับปกติ ที่ดำเนินการโดยเอกอัครราชทูต หรือเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตก็ได้ แต่ก็อาจจะมีการพูดจาหยั่งเชิงกันแบบนี้ โดยใช้ผู้แทนทางการทูตที่ได้รับการแต่งตั้งมาเป็นกรณีพิเศษก็ได้

ความสำคัญ การพูดจาหยั่งเชิงกันนี้ เป็นการพูดจากรุยทางกันเอาไว้ก่อน โดยที่จะยังไม่มีการตกลงเป็นการผูกมัดใด ๆ เมื่อได้มีการติดต่อพบปะพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องระหว่างสองฝ่ายแล้ว ก็จะช่วยให้นักการทูตสามารถตัดสินใจได้ว่า เมื่อใดควรจะได้ริเริ่มนโยบายเรื่องนั้นเรื่องนี้ การพูดจาหยั่งเชิงนี้ ซึ่งบางทีเรียกว่า “การทูตเงียบ” จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับทวิภาคีและในระดับพหุภาคี ในสำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ ในเมืองหลวงของชาติต่าง ๆ และในการประชุมระดับนานาชาติ ก่อนจะมีการตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ ๆ ในทุกครั้งก็จะมีการพูดจาหยั่งเชิงไม่เป็นทางการเช่นนี้ เป็นการเริ่มต้นของกระบวนการพัฒนาสมานฉันท์ระหว่างทั้งสองฝ่ายเสียก่อน

=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomacy : Fait Accompli

การทูต : เรื่องที่ยุติแล้ว

กระทำของรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดสถานการณ์ใหม่ต่อรัฐ หรือกลุ่มรัฐอื่น หลังจากเกิด “เรื่องที่ยุติแล้ว” นี้ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่จะมีทางเลือกลดลง เป็นทำอะไรไม่ได้อีก หรือไม่ก็ทำการตอบโต้ต่อสถานการณ์ที่ได้เปลี่ยนแปลงแล้วนั้น

ความสำคัญ ในทางการทูตนั้น “เรื่องที่ยุติแล้ว” นี้เป็นการกระทำฝ่ายเดียว เป็นการโต้แย้งต่อการเจรจา และมักเป็นผลสืบเนื่องมาจากการชะงักงันทางการทูต หรือบางทีก็อาจจะเป็นการริเริ่มอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่จะนำไปสู่ความได้เปรียบแก่ฝ่ายตน และเป็นการกระทำที่หวังผลไว้ว่า อีกฝ่ายหนึ่งจะยอมรับการริเริ่มหรือนโยบายนี้ ตัวอย่างเช่น กรณีที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เริ่มสร้างกำลังทหารให้แก่อาณาจักรไรน์แลนด์(ปี ค.ศ 1936) เป็นการละเมิดสนธิสัญญาแวร์ซายส์ ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ กรณีที่มีการสร้างกำแพงกรุงเบอร์ลินขึ้นมา ก็ทำให้ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกต้องยอมรับว่าเป็น “เรื่องที่ยุติแล้ว” อีกเหมือนกัน การตัดสินใจที่จะกระทำตามแบบอย่างที่ว่ามานี้ เป็นเรื่องเสี่ยงมากเหมือนกัน เนื่องจากว่าอีกฝ่ายหนึ่งยังมีอิสระที่จะแสดงปฏิกิริยาออกมาในฝ่ายของตนได้อยู่
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomacy : Hegemony

การทูต : การครองความเป็นใหญ่

การที่รัฐใดรัฐหนึ่งแผ่อิทธิพลเข้าครอบงำหรือเข้าควบคุมเหนือรัฐอื่นหรือภูมิภาคอื่น นโยบายการครองความเป็นใหญ่นี้ อาจจะส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพระหว่างลูกพี่ลูกน้อง หรือสัมพันธภาพระหว่างรัฐที่เป็นเครือข่ายกัน และก็อาจส่งผลให้เกิดการสร้างเขตอิทธิพลขึ้นมาได้ด้วย

ความสำคัญ ความแตกต่างทางด้านอำนาจ หากมีมาก ๆ แล้ว ก็อาจก่อให้เกิดสัมพันธภาพแบบการครองความเป็นใหญ่ขึ้นมาระหว่างรัฐที่เชื่อกันว่ามีเอกราชและมีความเท่าเทียมกันได้ การที่รัฐหนึ่งมีอำนาจเหลือล้น ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีขึ้นมาด้วยเจตนาดีแค่ไหน ก็จะถือว่ามีศักยภาพที่จะคุกคามต่ออีกรัฐหนึ่งได้ ดังนั้น การที่รัฐมีเอกราชจะยอมทนอยู่กับการมีสัมพันธภาพแบบที่ว่านี้อยู่ต่อไปโดยไม่มีกำหนดโดยที่จะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงเห็นจะไม่มีแน่ ดังจะเห็นได้จากประเทศที่อยู่ในเครือข่ายของสหภาพโซเวียตในทวีปยุโรปตะวันออกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศ อย่างเช่น โรมาเนีย และโปแลนด์ เป็นต้น ได้พยายามดิ้นรนเพื่อมีเอกราชพ้นจากการครอบงำของสหภาพโซเวียตมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ในปี ค.ศ.1968 เมื่อเชโกสโลวะเกียพยายามสร้างระบบเสรีให้แก่ระบบคอมมิวนิสต์ของตนอยู่นั้น ก็ได้ถูกกองกำลังของกลุ่มประเทศในกติกาสัญญาวอร์ซอ โดยการชี้นำของสหภาพโซเวียตบุกเข้ามาทำการปราบปราม และก็เคยได้มีความพยายามในทำนองเดียวกันที่จะสถาปนาการครองความเป็นใหญ่ หรือคงการครองความเป็นใหญ่นี้ต่อไปเมื่อปี ค.ศ. 1979 คือ ตอนที่จีนโจมตีเวียดนาม และสหภาพโซเวียตบุกเข้าไปในอัฟกานิสถาน ส่วนเมื่อปี ค.ศ. 1983 สหรัฐอเมริกาเองก็ได้บุกเกรนาดาอีกเช่นกัน
==============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูตขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomacy,Machiavellian

การทูตแบบแมเคียเวลลี

การดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายของชาติด้วยการใช้ยุทธวิธีฉ้อฉล โกหก หลอกลวงต่าง ๆ โดยมีแรงกระตุ้นจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่ถ่ายเดียว ศัพท์ว่า “แมเคียเวลลี” นี้มาจากชื่อของ นิคโคโล แมเคียเวลลี (ค.ศ. 1469-1529) นักการทูตและนักปราชญ์ชาวเมืองฟลอเรนไทน์ประเทศอิตาลี ในหนังสืออันเลื่องชื่อของเขาชื่อ เดอะปรินซ์ แมเคียเวลลีได้พรรณนาและได้ประกาศถึงยุทธวิธีฉ้อฉลต่าง ๆ ที่ควรนำมาใช้ให้ได้มาและเพื่อกุมเอาไว้ซึ่งอำนาจทางการเมือง

ความสำคัญ เมื่อการดำเนินการทางการทูตไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนเสียแล้ว ก็ย่อมจะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างความเฉลียวฉลาดกับความฉ้อฉลตามแบบที่แมเคียเวลลีสอนไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า “ใครดีใครได้” การทูตจึงมีลักษณะอาศัยช่วงจังหวะและสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศเพื่อชิงความได้เปรียบกัน ยิ่งเสียกว่าจะได้อิงอาศัยคุณสมบัติการเป็นนักเจรจา หรืออิงอาศัยคุณลักษณะพิเศษของประเทศของนักการทูตผู้นั้น ในประวัติศาสตร์โลกช่วงเวลานี้ คุณสมบัติของนักการทูตจึงไม่ผิดอะไรกับคุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ นักเทคนิค และนักเศรษฐศาสตร์ มีหลายรัฐได้ปฏิบัติการในทางลับ เพื่อส่งเสริมให้มีการบ่อนทำลาย ให้มีการปฏิวัติ และให้มีการรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นการกระทำที่มิได้ผิดแผกแตกต่างไปจากกโลบายฉ้อฉลในแบบที่แมเคียเวลลีว่าไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 มากนัก
=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomacy, Parliamentary

การทูตแบบการประชุมรัฐสภา

การทูตแบบจัดการประชุมแบบหนึ่ง ที่เน้นให้หาข้อตกลงโดยอาศัยเสียงข้างมากของผู้เข้าร่วมประชุมในสถาบันระหว่างประเทศต่าง ๆ คำว่า “การทูตแบบการประชุมรัฐสภา” นี้ นายดีน รัสก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเป็นผู้ใช้เป็นคนแรก ได้เน้นให้มีการใช้กระบวนการทางการเมืองคล้ายๆ กันนี้ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ในองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ และในรัฐสภาของชาติต่าง ๆ การทูตแบบการประชุมรัฐสภานี้ ได้วางหลักไว้ให้มีการประชุมกันระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค และระหว่างกลุ่มผลประโยชน์พิเศษต่าง ๆ เหมือนอย่างที่ฝ่ายนิติบัญญัติประชุมกันในรัฐสภา โดยจะมีการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้แทนของรัฐต่าง ๆ มีการแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ระหว่างกัน และมีการอภิปรายถกแถลงกัน เป็นต้น

ความสำคัญ การทูตแบบการประชุมรัฐสภานี้ จะทำหน้าที่ดังนี้ คือ (1) ให้คำจำกัดความแก่ประเด็นต่าง ๆ (2) เรียกร้องความสนใจมาที่ประเด็นของปัญหานั้น (3) สร้างเอกภาพทางแนวความคิดให้เข้ารูปเข้ารอยเดียวกัน แต่การทูตแบบการประชุมรัฐสภานี้ จะยังไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาในระดับนานาชาติได้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เพราะผู้เข้าร่วมประชุมเป็นเพียงตัวแทนทางการทูตของรัฐเอกราชซึ่งได้รับมอบหมายมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้รับอำนาจมา โดยที่ไม่มีอิสระในการตัดสินใจได้โดยลำพัง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่า อำนาจตัดสินใจครั้งสุดท้ายยังอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐนั้น ๆ แม้ว่าเสียงข้างมากในที่ประชุมจะออกมาอย่างไร รัฐต่าง ๆ ก็ยังทรงอำนาจที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนในฐานะที่เป็นรัฐมีอำนาจอธิปไตยต่อไป แต่มติดังกล่าวก็อาจจะช่วยสร้างบรรยากาศที่จะเอื้ออำนวยให้การเจรจาต่าง ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี มติจากเสียงข้างมากที่ท่วมท้นนี้ แม้ว่าจะสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ในการผลักดันได้ก็จริง แต่ก็อาจเป็นเหตุสร้างความเห็นที่ขัดแย้งและแตกความสามัคคี แทนที่จะเป็นการสร้างความปรองดองกัน
==============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomacy, Summit

การทูตแบบการประชุมระดับสุดยอด

การทูตในระดับส่วนบุคคล โดยประมุขรัฐหรือประมุขรัฐบาล ซึ่งแตกต่างจากการทูตในระดับเอกอัครราชทูตหรือระดับอัครราชทูต การทูตแบบการประชุมระดับสุดยอดนี้ เกิดขึ้นในยุคที่มีการปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหลังจากนั้นมาก็ได้มีการประชุมกันแบบนี้อย่างประปราย แต่ได้มาเริ่มเฟื่องฟูใหม่อีกในช่วงที่เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต นอกจากนี้แล้ว ก็ได้มีการใช้ “การประชุมแบบสุดยอด” นี้ระหว่างผู้นำสหรัฐฯกับผู้นำชาติอื่น ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนและปัญหาในตะวันออกกลาง

ความสำคัญ การทูตแบบการประชุมระดับสุดยอดนี้ ในฐานะที่เป็นกลไกสำหรับใช้ปฎิบัติการในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และอาจจะสร้างความสำเร็จ หรือสร้างความล้มเหลวได้พอ ๆ กับกลไกทางการทูตแบบอื่น ๆ การทูตแบบการประชุมสุดยอดนี้ อาจใช้เพื่อทำการตกลงกันแบบกว้าง ๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดข้อปลีกย่อยต่าง ๆ ก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ๆ ลงมาเป็นผู้ดำเนินการกัน นอกจากนี้แล้วก็ยังใช้เทคนิควิธีนี้เพื่อปรับปรุงบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างรัฐก็ได้ อย่างไรก็ดี ในบางกรณีหากผลีผลามรีบจัดการประชุมแบบนี้ขึ้นมา ก็อาจเกิดผลเสียตามมาก็ได้เหมือนกัน เพราะเมื่อประมุขรัฐเข้าร่วมเจรจากันแล้วนั้น ก็จะไม่มีสิทธิถ่วงเวลาให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ๆ พิจารณาเรื่องนั้น ๆ ได้อีก ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว คนที่เป็นประมุขรัฐนั้นที่เคยเป็นนักการทูตมีประสบการณ์มาก่อนจะหาได้น้อย การเจรจาระหว่างประมุขรัฐ หรือระหว่างประมุขรัฐบาลนี้ จึงอาจล้มเหลว เกิดความเครียด และมีอันตรายร้ายแรงตามมาได้ การทูตแบบการประชุมสุดยอดนี้จะมีปัญหาน้อย หากจัดเมื่อจะลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ในระดับล่าง ๆ ได้ดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
===========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Exchange : Agrement

การแลกเปลี่ยนทางการทูต : การตอบรับนักการทูต

การบ่งบอกออกมาเป็นทางการโดยประเทศหนึ่งว่า จะยอมรับนักการทูตที่จะถูกส่งไปประจำยังอีกประเทศหนึ่ง การตอบรับนักการทูตโดยรัฐผู้จะรับนี้ เป็นการตอบข้อซักถามที่ถามมาจากรัฐผู้จะส่ง ก่อนที่จะได้มีการกำหนดตัวนักการทูตให้พิจารณาเป็นทางการ ระเบียบปฏิบัติที่ทั้งสองรัฐนำมาใช้นี้เรียกว่า “การทาบทาม”

ความสำคัญ การตอบรับนักการทูต เป็นเครื่องมือทางการทูตที่มีประโยชน์ในทางสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ เนื่องจากว่าแต่ละรัฐสามารถปฏิเสธการยอมรับบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น ดังนั้น การสอบถามเสียก่อนเป็นการล่วงหน้าว่าบุคคลนั้น ๆ จะเป็นบุคคลพึงปรารถนา (คือยอมรับได้) หรือไม่นี้ ก็จะช่วยมิให้เกิดภาวะกระอักกระอ่วนใจให้แต่ละฝ่าย ตัวอย่างในแนวปฏิบัติของสหรัฐอเมริกานั้น ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะส่งเรื่องขอการตอบรับนักการทูตนี้ไปที่ประมุขรัฐบาลต่างประเทศนั้นเสียก่อน ครั้นเมื่อได้รับการตอบรับนักการทูตนี้แล้ว ทางรัฐมนตรี ฯ ก็จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อประธานาธิบดี ต่อจากนั้นประธานาธิบดีก็จะได้เสนอชื่อบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อขอความเห็นชอบจากวุฒิสภาอีกต่อหนึ่งก่อน
============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Exchange : Diplomatic Privileges and Immunities

การแลกเปลี่ยนทางการทูต : เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต

ข้อยกเว้นต่าง ๆ ที่นักการทูตมิต้องตกอยู่ในบังคับของอำนาจศาลแพ่งและศาลอาญาของรัฐเจ้าถิ่นที่ตนไปประจำอยู่นั้น เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตนี้จะรวมไปถึงการมีอิสระจากการถูกจับกุม จากการถูกสอบสวน จากการเป็นผู้ต้องหาทางคดีแพ่ง จากการถูกหมายเรียกศาล และจากการถูกลงโทษตามกฎหมายท้องถิ่นนั้น นอกจากนี้แล้ว ที่พำนักอาศัย สำนักงาน และเอกสารของนักการทูต ก็จะได้รับการยกเว้น มิให้มีการบุกรุกเข้าไป มิให้ถูกตรวจค้น และถูกยึด เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ให้แก่นักการทูตนี้ ปกติแล้วจะอนุโลมให้แก่เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตคนอื่น ๆ ตลอดจนครอบครัวของพวกเขาด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่กงสุลนั้น มิได้มีสถานภาพเป็นนักการทูต แต่เนื่องจากมีภาระหน้าที่สำคัญก็อาจจะมีกฏหมาย สนธิสัญญา และวิธีปฏิบัติกำหนดไว้เป็นพิเศษให้มีเอกสิทธิ์พิเศษแตกต่างไปจากชาวต่างประเทศอื่น ๆ ก็ได้ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันของผู้แทนหรือนักการทูตต่างประเทศที่ไปประจำอยู่ในสหประชาชาติ ก็เป็นไปตามข้อตกลงที่ได้กระทำไว้ระหว่างองค์การสหประชาชาติ กับสหรัฐอเมริกาประเทศเจ้าบ้าน

ความสำคัญ เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตนี้เป็นข้อยกเว้นต่อข้อกำหนดทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่บอกไว้ว่า รัฐอธิปไตยแต่ละรัฐมีอำนาจสูงสุดภายในอาณาเขตของตนเอง และมีอำนาจศาลเหนือบุคคลทุกคน และเหนือสิ่งทุกสิ่งที่เข้าไปอยู่ในดินแดนของตนนั้น ซึ่งหากไม่มีข้อยกเว้นทางการทูตไว้เช่นนี้แล้ว รัฐบาลต่าง ๆ ก็จะถูกขัดขวาง มิให้ดำเนินงานทางด้านความสัมพันธ์ต่างประเทศของตนด้วยความราบรื่นได้ เนื่องจากว่าผู้แทนทางการทูตของตน ก็จะถูกขัดขวางมิให้สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลของรัฐบาลฝ่ายเจ้าบ้านนั้นได้อย่างเต็มที่ หรือมิฉะนั้นก็อาจถูกขัดขวางมิให้เดินทางกลับประเทศหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางการทูตของตนแล้วก็ได้ แต่ถึงจะมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตอย่างไร เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ นักการทูตก็มีความรับผิดชอบที่จะต้องเคารพกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของรัฐผู้เป็นเจ้าบ้านนั้นด้วย เพราะหากพฤติกรรมของนักการทูตคนใดไม่เป็นที่ยอมรับเสียแล้ว รัฐบาลของนักการทูตผู้นั้นอาจจะถูกรัฐบาลฝ่ายเจ้าบ้านขอร้องให้เรียกนักการทูตผู้นั้นกลับประเทศเสียก็ได้ หรือไม่ก็ยกเลิกการให้ความคุ้มกันทางการทูตนั้นเสียก็ได้ ซึ่งก็ส่งผลให้นักการทูตผู้นั้นต้องถูกดำเนินการตามกระบวนการทางแพ่งและทางอาญาเหมือนบุคคลธรรมดา นอกจากนั้นแล้ว รัฐเจ้าบ้านอาจจะประกาศให้นักการทูตผู้หนึ่งผู้ใด เป็นบุคคลมิพึงปรารถนา แล้วขับนักการทูตผู้นั้นออกไปจากประเทศตนเสียก็ได้ อย่างไรก็ดี การปฏิบัติต่อนักการทูตในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร ก็อาจจะนำไปสู่การตัดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศก็ได้ ดังเช่นกรณีวิกฤติการณ์จับตัวประกันที่เกิดขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา ระหว่างปี ค.ศ.1979-1981

===============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Diplomatic Exchange : Exequatur

การแลกเปลี่ยนทางการทูต : อนุมัติบัตร (ให้ปฏิบัติหน้าที่กงสุล)

การกระทำอันเป็นทางการ ที่รัฐผู้รับให้การรับรองสถานภาพทางการของกงสุลที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ และให้มีอำนาจสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะที่ควรในสถานกงสุลนั้นได้ สำหรับในประเทศที่มิได้ออกอนุมัติบัตร (ให้ปฏิบัติหน้าที่กงสุล) เป็นทางการ หรือเอกสารในลักษณะเดียวกันนี้ กงสุลจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ เมื่อรัฐบาลฝ่ายรับนั้นได้ลงประกาศสถานภาพกงสุลของบุคคลนั้น ๆ ในราชกิจจานุเบกษา หรือในเอกสารทางราชการในทำนองเดียวกันนั้น

ความสำคัญ รัฐต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ถูกบังคับโดยกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าจะต้องรับกงสุลต่างประเทศ แต่ก็จะต้องออกอนุมัติบัตร (ให้ปฎิบัติหน้าที่กงสุล) นี้ เป็นการให้อำนาจแก่กงสุลได้ใช้อำนาจศาลภายในดินแดนของรัฐผู้รับนั้นได้ พร้อมกับให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทุกอย่างแก่กงสุลตามประเพณีนิยม การเพิกถอนอนุมัติบัตร (ให้ปฎิบัติหน้าที่กงสุล) โดยรัฐบาลผู้รับ ก็จะทำให้ภารกิจทางกงสุลที่ได้รับมอบหมายมาของบุคคลผู้นั้นสิ้นสุดลง
===========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Exchange : Letter of Credence

การแลกเปลี่ยนทางการทูต : อักษรสาสน์ตราตั้ง

เอกสารทางการที่ประมุขรัฐฝ่ายผู้ส่ง ทำการแนะนำตัวผู้แทนทางการทูตของตนต่อประมุขรัฐฝ่ายผู้รับ อักษรสาสน์ตราตั้งนี้ จะบอกถึงลักษณะความเป็นตัวแทนของนักการทูตผู้นั้น มีข้อความแสดงออกถึงความมั่นใจในความสามารถของนักการทูต มีการระบุถึงภารกิจตลอดจนอำนาจของนักการทูต และก็จะมีข้อความเรียกร้องให้ประมุขฝ่ายผู้รับ ได้ให้ความไว้วางใจอย่างเต็มที่ว่า กิจกรรมต่าง ๆ ที่นักการทูตจะปฏิบัตินั้น เป็นการปฏิบัติในฐานะเป็นผู้แทนของรัฐบาลฝ่ายผู้ส่งอย่างแท้จริง อักษรสาสน์ตราตั้งนี้ ปกติแล้วตัวนักการทูตจะนำไปยื่นอย่างเป็นทางการด้วยตนเองต่อประมุขของรัฐฝ่ายผู้รับ

ความสำคัญ อักษรสาสน์ตราตั้ง จะให้การรับรองในความน่าเชื่อถือของนักการทูต ในอักษรสาสน์ตราตั้งนั้น ประเทศฝ่ายผู้ส่งจะระบุถึงความปรารถนาของฝ่ายตนไปว่าต้องการมีความสัมพันธ์ขั้นปกติระหว่างสองรัฐ การรับอักษรสาสน์ตราตั้งโดยประมุขรัฐฝ่ายผู้รับแสดงว่า นักการทูตผู้นั้นได้รับความไว้วางใจให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้แล้ว

==========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Diplomatic Exchange : Persona Grata

การแลกเปลี่ยนทางการทูต : บุคคลที่พึงปรารถนา

การแสดงออกมาให้เห็นว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะได้รับการยอมรับ หรือจะยังคงได้รับการยอมรับต่อไป ว่าเป็นผู้แทนทางการของรัฐต่างประเทศ จากแนวความคิดเรื่องบุคคลที่พึงปรารถนานี้แสดงว่า รัฐหนึ่งรัฐใดอาจจะประกาศว่า ผู้แทนทางการทูตผู้ใดผู้หนึ่งของรัฐอื่น เป็นบุคคลที่ไม่สามารถยอมรับได้ (บุคคลที่มิพึงปรารถนา)

ความสำคัญ อำนาจตามอำเภอใจของรัฐบาลที่จะตัดสินใจว่า นักการทูตผู้นั้นผู้นี้เป็นบุคคลที่พึงปรารถนาหรือไม่นั้น จะมีการใช้กันในช่วงแรกที่จะได้มีการแต่งตั้ง ซึ่งช่วงนั้นจะมีการใช้กระบวนการ “การทาบทาม” จะทำให้ฝ่ายผู้รับสามารถแสดงออกถึงความต้องการหรือไม่ต้องการที่จะรับผู้แทนทางการทูตคนนั้นคนนี้ได้ หลังจากที่นักการทูตได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่พึงปรารถนาแล้ว เขาก็อาจจะถูกประกาศว่า เป็นบุคคลที่มิพึงปรารถนาได้ หากไปละเมิดกฎหมายของรัฐผู้เป็นเจ้าบ้าน กฎหมายระหว่างประเทศ หรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับพฤติกรรมทางการทูตที่สมควรปฏิบัติ ซึ่งเมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นมา รัฐฝ่ายผู้รับก็อาจจะเรียกร้องให้รัฐฝ่ายผู้ส่ง เรียกตัวนักการทูตของตนกลับประเทศ หรือที่รุนแรงยิ่งกว่านั้น ก็อาจถึงกับขับนักการทูตผู้นั้นออกจากประเทศของตนไปเลยก็ได้
=====================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Personnel : Attache

บุคคลทางการทูต : ผู้ช่วยทูต

ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคด้านใดด้านหนึ่ง ที่ได้รับมอบหมายให้มีภารกิจทางการทูตไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนและผู้รายงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนเชี่ยวชาญนั้น ผู้ช่วยทูตเหล่านี้จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คือ ด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ การเกษตร การข่าว แรงงาน การบินพลเรือน การปิโตรเลียม และวัฒนธรรม ผู้ช่วยทูตเหล่านี้ บางรายเป็นผู้ที่กระทรวงการต่างประเทศคัดเลือกว่าจ้างให้มาทำงานให้ ส่วนบางรายนั้นก็อาจเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ที่ส่งไปทำหน้าที่ทางการทูต

ความสำคัญ บรรดาข้อมูลและการวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่ได้มาโดยผ่านทางผู้ชำนาญการทางเทคนิคในแต่ละสาขาเหล่านี้ ก็เป็นส่วนสำคัญของวัตถุดิบที่ทางรัฐบาลจะได้นำไปใช้ในการวางนโยบายต่างประเทศ การใช้ผู้ชำนาญการทางเทคนิคเฉพาะด้านให้มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทูตนี้ เป็นเรื่องที่แหวกประเพณีเดิมทางการทูต ซึ่งนิยมใช้ผู้มีความรู้แบบกว้าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เพียงแต่ให้รู้เรื่องทางการเมืองและทางเศรษฐกิจแบบกว้าง ๆ เท่านั้นก็พอ เพื่อให้มาทำหน้าที่เป็นนักการทูต แต่เนื่องจากปัจจุบันเป็นยุคที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็จึงมีความจำเป็นต้องใช้ผู้มีความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น และจากการที่มีการนิยมใช้ผู้ช่วยทูตซึ่งมีความชำนาญเฉพาะด้านนี่เองจึงมักเกิดปัญหาขึ้นมา คือไม่สามารถแยกแยะได้ว่า การรวบรวมข้อมูลแบบใดเป็นเรื่องของการรวบรวมข้อมูลปกติ หรือแบบไหนเป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อการจารกรรม ดังนั้นจึงมีผู้ช่วยทูตหลายต่อหลายคน ถูกกล่าวหาว่ากระทำจารกรรม และถูกประเทศเจ้าบ้านขับออกนอกประเทศ ซึ่งหากเกิดกรณีแบบนี้ขึ้นมา สิ่งที่ติดตามมาก็คือ ประเทศผู้ส่งผู้ช่วยทูตคนนั้น ก็จะทำการตอบโต้ด้วยการขับผู้ช่วยทูตในสาขาเดียวกันของประเทศผู้รับนั้น ออกนอกประเทศของตนเช่นเดียวกัน
=======================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary



Diplomatic Personnel : Consul

บุคคลทางการทูต : กงสุล

ตัวแทนของรัฐที่ถูกส่งไปประจำอยู่ ณ ดินแดนต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางการค้า และการอุตสาหกรรมของรัฐ ตลอดจนให้การคุ้มครองแก่บุคคลในสัญชาติตนที่เข้าไปพำนักอยู่ หรือที่เดินทางท่องเที่ยวเข้าไปยังรัฐที่สอง เจ้าหน้าที่กงสุลมิได้มีสถานภาพเป็นนักการทูตโดยตรง แต่ก็อาจจะมีกฎหมาย สนธิสัญญา และทางปฏิบัติให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่แตกต่างไปจากชาวต่างชาติอื่น ๆ หน้าที่ของกงสุล ก็คือ การให้บริการด้านการขนส่งสินค้าและการเดินเรือ การให้ความเป็นพลเมือง การออกหนังสือเดินทาง และการตรวจลงตรา การให้ความคุ้มครองบุคคลในชาติตน ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญา และการเปิดตลาดการค้าแห่งใหม่ สถานกงสุลอาจจะจัดตั้งขึ้นตามเมืองใหญ่ ๆ ในรัฐอื่นมากกว่าหนึ่งแห่งก็ได้ ส่วนจะเลือกเมืองใดเป็นที่ตั้งสถานกงสุลนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการติดต่อทางธุรกิจระหว่างกันเป็นหลัก

ความสำคัญ งานของกงสุลจะมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกับงานที่ทำอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ และในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ก็มิได้บังคับให้ประเทศใด ๆ ต้องอนุญาตให้กงสุลต่างประเทศเข้าไปประจำอยู่ในดินแดนภายใต้อำนาจศาลของตน สำหรับบทบาทของกงสุลนั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องตกลงกันในระดับทวิภาคี แต่ก็อาจมีการกำหนดไว้ในมาตราใดมาตราหนึ่งของสนธิสัญญาทางกงสุล หรือสนธิสัญญาทางการพาณิชย์ระหว่างกัน ซึ่งระบุการให้สิทธิพิเศษชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่งแก่กงสุล ทั้งนี้โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติแบบมีอคติต่อกัน เมื่อมีการแลกเปลี่ยนการกงสุลระหว่างกันแล้ว ก็จะมีกิจการการค้า การท่องเที่ยว การพาณิชย์ และการขนส่งสินค้าทางเรือ ระหว่างประเทศติดตามมา

============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Personnel : Diplomat

บุคคลทางการทูต : นักการทูต

ผู้แทนที่ได้รับมอบอำนาจจากประมุขรัฐให้ไปทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชื่อเรียกและตำแหน่งของนักการทูต ที่ได้กำหนดไว้ในข้อตกลง คองเกรสออฟเวียนนา (ปี ค.ศ.1815) และข้อตกลงแอซ์-ลา-ชาแปลล์ (ปี ค.ศ.1818) มีการจัดไว้หลดหลั่นตามลำดับดังนี้ (1) เอกอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม และเอกอัครสมณทูตแห่งวาติกัน (2) อัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม และอัครสมณทูตแห่งวาติกัน (3) ราชทูต และ (4) อุปทูต และอุปทูตผู้รักษาการ แม้ว่าตำแหน่งเอกอัครราชทูตจะเป็นตำแหน่งสูงสุด แต่นักการทูตที่มีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต และที่มีตำแหน่งเป็นอัครราชทูตนั้น ต่างก็อาจทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะของตนที่ไปประจำอยู่ ณ ต่างประเทศ และก็สามารถได้รับมอบอำนาจจากประมุขรัฐตนให้ไปประจำอยู่ ณ ต่างประเทศ เพื่อรับผิดชอบในการควบคุมบังคับบัญชาคณะเจ้าหน้าที่ ณ สถานทูตของตนได้เหมือน ๆ กัน ในอดีตสถานที่ซึ่งคณะทูตไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ต่างประเทศ จะเรียกว่า “สถานเอกอัครราชทูต” เมื่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดมีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต และจะเรียกว่า “สถานอัครราชทูต” เมื่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดมีตำแหน่งเป็นอัครราชทูต แต่ภารกิจทางการทูตทุกอย่างในปัจจุบันจะทำโดยสถานเอกอัครราชทูตโดยมีเอกอัครราชทูตเป็นหัวหน้าทั้งสิ้น ส่วนอุปทูตนั้นหมายถึง ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการต่างประเทศ ให้เป็นนักการทูตไปทำหน้าที่ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งตัว เอกอัครราชทูต หรืออัครราชทูตไปประจำ หรือให้ไปทำหน้าที่ตอนที่หัวหน้าคณะทูตถูกเรียกตัวกลับประเทศก็ได้ สำหรับเจ้าหน้าที่อาวุโสทางการทูต ซึ่งรับผิดชอบในสถานทูตเป็นการชั่วคราว ในกรณีที่เอกอัครราชทูตหรืออัครราชทูตไม่อยู่ หรือเป็นบุคคลไร้ความสามารถ หรือถึงแก่อสัญกรรม จะเรียกกันว่า อุปทูตผู้ทำการแทน ส่วนแนวปฏิบัติของประเทศสหรัฐอเมริกานั้น เขาจะใช้คำว่า “ผู้แทนทางการทูต” สำหรับผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการต่างประเทศให้ไปประจำ ณ รัฐต่างประเทศที่มีฐานะยังเป็นเมืองขึ้นของรัฐอื่นอยู่ นักการทูตมีอันดับอาวุโสลดหลั่นกันตามลำดับวันที่ตนเดินทางไปถึงเมืองหลวงของรัฐนั้น ๆ เอกอัครราชทูตที่มีอาวุโสสูงสุด เรียกว่า คณบดีทูต ประจำเมืองหลวงแห่งนั้น ๆ และบุคคลผู้นี้จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนของคณะทูตานุทูต ในเวลาจะติดต่อกับกระทรวงการต่างประเทศของรัฐนั้น ๆ

ความสำคัญ นักการทูตเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างสองรัฐบาล เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ในความสนใจร่วมกันมากมายหลายเรื่องด้วยกัน นักการทูตจะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแทนประเทศของตน ด้วยการคอยสอดส่องดูแลแล้วเสนอรายงานกลับประเทศตนในเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประเทศตนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในเวลาติดต่อสัมพันธ์กับประเทศเจ้าบ้านที่ตนไปประจำอยู่ ในเวลาเดียวกัน เวลาจะประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร ก็ต้องคอยคำนึงอยู่เสมอว่าตนเป็นตัวอย่างของประชาชนทั้งประเทศ นักการทูตต้องทำตัวให้เป็นบุคคลที่พึงปรารถนา คือให้เป็นที่ยอมรับของประเทศเจ้าบ้าน และในขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องและขยายผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนของตนไปพร้อม ๆ กัน อย่างไรก็ดี หน้าที่ขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของนักการทูต ก็คือ การดำเนินการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางประนีประนอมและบรรลุถึงข้อตกลงให้ได้

===========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Diplomatic Tool : Appeasement

เครื่องมือทางการทูต : การยอมสละเพื่อสันติ

การยอมเสียสละผลประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด เพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งตอบแทนเพียงน้อยนิด หรือเป็นการจำยอมเสียสละประโยชน์โดยที่มิได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นการตอบแทน ข้อตกลงแบบนี้ อาจจะเป็นผลมาจากความอ่อนแอ หรือจากความสับสนว่าอะไรคือผลประโยชน์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด และอะไรคือผลประโยชน์ที่สำคัญรองลงมา ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ ก็คือ การยอมสละเพื่อสันติในที่ประชุมมิวนิคเมื่อปี ค.ศ. 1938 ซึ่งคราวนั้นนายกรัฐมนตรี เนวิลล์ แชมเบอร์เลน แห่งอังกฤษ และนายกรัฐมนตรี เอดูอาร์ด ดาลาดีเยร์ แห่งฝรั่งเศส ได้ยอมรับข้อเรียกร้องของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ให้ดินแดนสุเดเตนแลนด์ ในเชโกสโลวะเกีย เป็นของเยอรมนี เพื่อแลกเปลี่ยนกับคำมั่นสัญญาแบบลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะทำให้เกิดสันติภาพ

ความสำคัญ เมื่อมีการยอมผ่อนปรนให้แก่นักการทูตฝ่ายตรงข้ามเกิดขึ้นเมื่อใด การยอมสละเพื่อสันตินั้นจะถูกกล่าวหาว่าเป็นความอัปยศทางการทูต จากการที่ได้มีการพัฒนาเทคนิคการสื่อสารสมัยใหม่ขึ้นมา จากการที่ประชาชนคอยจับตามองนักการทูตอยู่ตลอดเวลา และจากการที่มีแนวความคิดในเรื่อง “การทูตแบบเปิดเผย” เกิดขึ้น เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้การเจรจาแบบการทูตแท้ ๆ กระทำได้โดยยาก สาธารณชนทั่วไปมักจะไม่เข้าใจว่า การเจรจากันนั้นเป็นเรื่องของการแสวงหาข้อตกลง โดยผ่านทางการอะลุ่มอล่วย ด้วยเหตุนี้ก็จะพากันมองไปว่า การอะลุ่มอล่วยกันนี้เป็นการยอมสละเพื่อสันตินี้ไปก็ได้ การเจรจากันหากถูกมองไปว่าเป็นเทคนิคเพื่อให้ได้มาซึ่ง “ชัยชนะทางการทูต” แล้ว มันก็จะไปจำกัดโอกาสในการเจรจาของนักการทูตได้ ทั้งอาจจะไปขัดขวางการพัฒนาสังคมโลกให้มีเสถียรภาพ ซึ่งมีรากฐานมาจากการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยผ่านทางการตกลงร่วมกัน

================================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary