Google

Showing posts with label Diplomacy. Show all posts
Showing posts with label Diplomacy. Show all posts

Thursday, September 24, 2009

Diplomacy

การทูต

แนวปฏิบัติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐโดยผ่านทางผู้แทนที่เป็นทางการ การทูตนี้อาจจะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับกระบวนการของความสัมพันธ์ต่างประเทศทุกอย่างทั้งที่เป็นส่วนของการกำหนดนโยบายและส่วนของการดำเนินนโยบาย ในแง่ที่มีความหมายกว้าง ๆ นี้ การทูตและนโยบายต่างประเทศเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในแง่ที่มีความหมายแคบเข้ามาหรือในแง่ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมหรือตามประเพณีนั้น การทูตนี้จะเป็นเรื่องของวิธีการและกลไกต่าง ๆ ที่จะให้นโยบายต่างประเทศสามารถบรรลุเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายได้ ในแง่ที่มีความหมายแคบลงมาหน่อยนี้ การทูตจึงหมายถึงเทคนิคทางปฏิบัติการที่รัฐใดรัฐหนึ่งนำมาใช้เพื่อขยายผลประโยชน์ออกไปนอกเขตแดนหรือนอกเขตอำนาจศาลของตน เมื่อรัฐต่าง ๆ ต้องมีการเกี่ยวโยงและพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น จึงทำให้การประชุมระหว่างชาติ การประชุมในแบบพหุภาคี และการทูตแบบประชุมรัฐสภามีปริมาณเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี เนื่องจากรัฐต่าง ๆ มีการติดต่อสัมพันธ์กันบ่อยครั้งขึ้น และเรื่องที่ติดต่อกันนั้นก็มีหลายเรื่องด้วยกัน จึงทำให้กิจกรรมทางการทูตกลายเป็นเรื่องที่ทำกันในระดับทวิภาคีไป และกิจกรรมทางการทูตเหล่านี้ ก็ได้กระทำกันโดยผ่านทางช่องทางการทูตปกติ กล่าวคือ ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ และผ่านทางผู้แทนทางการทูตที่ส่งไปประจำอยู่ตามประเทศต่าง ๆ แต่หากเป็นเรื่องที่วิกฤตมาก ๆ บางทีก็จะใช้วิธีเจรจาในระดับสูงสุด คือ ให้ประมุขรัฐบาลเข้าประชุมในการทูตระดับสุดยอด

ความสำคัญ การทูตที่นำมาใช้กันมีรูปแบบดังนี้ คือ การทูตแบบเปิดเผยหรือการทูตแบบลับ การทูตแบบทวิภาคีหรือการทูตแบบพหุภาคี การทูตแบบระดับรัฐมนตรีหรือการทูตแบบระดับประมุขรัฐบาล ซึ่งแต่ละอย่างจะมีการใช้แตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ ในแต่ละสถานการณ์ ในแต่ละสภาวะแวดล้อมทางการเมือง และในแต่ละผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง การทูตทุกรูปแบบมีส่วนเกื้อกูลต่อระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เป็นไปด้วยความราบรื่น และเป็นเทคนิควิธีทางการเมืองที่สามัญที่สุดสำหรับใช้แก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติ แม้ว่าจะได้มีการนำเอาเทคโนโลยีมาสนับสนุนอย่างไร แต่ก็ยังถือว่าการทูตนี้เป็นศิลป์มากกว่าที่จะเป็นศาสตร์ และถือว่าการติดต่อระหว่างบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญในความสัมพันธ์แห่งรัฐทั้งหลาย
===============================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket


Diplomacy, Conference

การทูตแบบจัดการประชุม

การเจรจาทางการทูตแบบพหุภาคีเต็มรูปแบบ ที่ดำเนินการในที่ประชุมระหว่างประเทศ การทูตแบบจัดการประชุมนี้ ในทางประวัติศาสตร์ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสถาปนาสันติภาพหลังสงครามครั้งสำคัญ ๆ โดยย้อนประวัติศาสตร์กลับไปเมื่อตอนเริ่มต้นมีระบบรัฐแบบตะวันตกขึ้นมาแล้ว ก็ได้มีการใช้การทูตแบบนี้ ในการประชุมใหญ่ที่เมืองเวสต์ฟาเลีย ( ระหว่างปี ค.ศ. 1642 - 1648) ซึ่งส่งผลให้สงคราม 30 ปียุติลงได้ การทูตแบบจัดการประชุมมีการนำมาใช้บ่อยครั้งยิ่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และได้จัดรูปแบบเป็นสถาบันและเป็นระบบใช้ได้ในระดับโลก เมื่อได้มีการจัดตั้งสันนิบาตชาติขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1919 ต่อมาเมื่อสหประชาชาติได้เข้าสืบทอดหน้าที่แทนสันนิบาตชาติแล้วนั้น ก็ได้ทำหน้าที่เป็นที่ประชุมทางการทูตในระดับโลกอยู่เป็นประจำ ส่วนเรื่องที่นำมาประชุมกันก็คือ ปัญหาระดับระหว่างประเทศในด้านการเมือง กฎหมาย สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเทคนิค ส่วนการทูตแบบจัดการประชุมที่จัดขึ้นเป็นประจำ โดยมีการจำกัดในเรื่องหัวข้อและจำกัดตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็เช่นกัน อย่างเช่น การประชุมที่จัดขึ้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่จัดโดยองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) หรือที่จัดโดยองค์การเอกภาพแอฟริกา (โอเอยู) ในทำนองเดียวกัน การทูตแบบจัดการประชุมเฉพาะกิจ ก็ได้มีการนำไปใช้โดยกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในที่ประชุมเมืองบันดุง (ประเทศอินโดนีเซีย) ตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1955 เมื่อวิทยาการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ก็ได้มีการจัดประชุมหลากหลายทั้งที่เป็นแบบเฉพาะกิจ และที่เป็นการจัดในระดับสถาบัน และก็มีหลายครั้งที่จัดขึ้น โดยองค์การชำนัญพิเศษแห่งประชาชาติ ลักษณะที่เป็นทางการและที่เป็นแบบกึ่งรัฐสภาของการทูตแบบจัดการประชุมนี้ จะใช้สำหรับกรณีเลือกประธาน กรณีที่จะมีการยอมรับวิธีดำเนินการแบบมาตรฐาน กรณีจะจัดตั้งโครงสร้างของกรรมการที่จะมาทำงาน และกรณีที่จะเลือกระบบมาใช้ในการตัดสินใจ

ความสำคัญ การทูตแบบจัดการประชุมนี้ เป็นการทูตแบบเปิด ซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับการทูตแบบ “ลับ” คือ เป็นแบบที่ประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา เคยบอกไว้ว่า “ข้อตกลงแบบเปิดเผย ที่มีการลงนามกันอย่างเปิดเผย” ลักษณะพหุภาคีของการทูตแบบจัดการประชุมนี้ จะอำนวยประโยชน์ให้แต่ละฝ่ายสามารถร้องทุกข์ของฝ่ายตนได้ ให้สามารถรู้ถึงปัญหา สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างกัน และสามารถทำงานด้วยกันเพื่อห1าทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ การทูตแบบจัดการประชุมนี้ ในฐานะที่เป็นกลไกสำหรับใช้ดำเนินการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อนำมาใช้แล้วก็มิได้มีหลักประกันว่าจะทำให้สามารถทำการตกลงกันได้เสมอไป ในบันทึกของทั้งสันนิบาตชาติและสหประชาชาติ มีเรื่องที่ “ตกลงกันไม่ได้แบบเปิดเผย ที่มีการลงนามกันอย่างเปิดเผย” นี้เต็มไปหมด อย่างไรก็ดี เทคนิควิธีของการทูตแบบจัดการประชุมนี้ อาจจะไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหา เมื่อผลประโยชน์ของชาติไม่สามารถประนีประนอมกันได้ ก็จะใช้วิธีนี้ประชุมกันเพื่อถกแถลงและต่อรองกัน
===========================

ขุมทรัพย์แห่งความรู้ สำนักพิมพ์ทองใบ

🌟 ขุมทรัพย์แห่งความรู้คู่การเงินปี ๒๕๖๙ โดย สำนักพิมพ์ทองใบ! 🌟

ท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจอนาคตการเงิน? ต้องการรับมือกับความผันผวนของโลก หรือเปิดดวงรับทรัพย์ให้พุ่งทะยาน?
คัดสรร ๓ คัมภีร์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนชีวิตการเงินและมุมมองโลกของคุณ:

·                     1. **สกุลเงินที่ล่มสลาย และบทเรียน:** เรียนรู้จากอดีตเพื่อปกป้องทรัพย์สินของคุณ

·                     2. **คัมภีร์เปิดทางรวย:** ปลดล็อคกำแพงพลังงาน นำโชคลาภเข้าสู่ชีวิต

·                     3. **พจนานุกรมศัพท์เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ:** ไขทุกกลไกเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องรู้

อย่ารอให้โอกาสหลุดลอย! เลือกคัมภีร์ที่คุณต้องการ หรือสะสมให้ครบทั้งชุด

👉 ที่ MebMarket

Diplomacy,Machiavellian

การทูตแบบแมเคียเวลลี

การดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายของชาติด้วยการใช้ยุทธวิธีฉ้อฉล โกหก หลอกลวงต่าง ๆ โดยมีแรงกระตุ้นจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่ถ่ายเดียว ศัพท์ว่า “แมเคียเวลลี” นี้มาจากชื่อของ นิคโคโล แมเคียเวลลี (ค.ศ. 1469-1529) นักการทูตและนักปราชญ์ชาวเมืองฟลอเรนไทน์ประเทศอิตาลี ในหนังสืออันเลื่องชื่อของเขาชื่อ เดอะปรินซ์ แมเคียเวลลีได้พรรณนาและได้ประกาศถึงยุทธวิธีฉ้อฉลต่าง ๆ ที่ควรนำมาใช้ให้ได้มาและเพื่อกุมเอาไว้ซึ่งอำนาจทางการเมือง

ความสำคัญ เมื่อการดำเนินการทางการทูตไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนเสียแล้ว ก็ย่อมจะไม่มีข้อแตกต่างระหว่างความเฉลียวฉลาดกับความฉ้อฉลตามแบบที่แมเคียเวลลีสอนไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า “ใครดีใครได้” การทูตจึงมีลักษณะอาศัยช่วงจังหวะและสภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศเพื่อชิงความได้เปรียบกัน ยิ่งเสียกว่าจะได้อิงอาศัยคุณสมบัติการเป็นนักเจรจา หรืออิงอาศัยคุณลักษณะพิเศษของประเทศของนักการทูตผู้นั้น ในประวัติศาสตร์โลกช่วงเวลานี้ คุณสมบัติของนักการทูตจึงไม่ผิดอะไรกับคุณสมบัติของนักวิทยาศาสตร์ นักเทคนิค และนักเศรษฐศาสตร์ มีหลายรัฐได้ปฏิบัติการในทางลับ เพื่อส่งเสริมให้มีการบ่อนทำลาย ให้มีการปฏิวัติ และให้มีการรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นการกระทำที่มิได้ผิดแผกแตกต่างไปจากกโลบายฉ้อฉลในแบบที่แมเคียเวลลีว่าไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 มากนัก
=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomacy, Parliamentary

การทูตแบบการประชุมรัฐสภา

การทูตแบบจัดการประชุมแบบหนึ่ง ที่เน้นให้หาข้อตกลงโดยอาศัยเสียงข้างมากของผู้เข้าร่วมประชุมในสถาบันระหว่างประเทศต่าง ๆ คำว่า “การทูตแบบการประชุมรัฐสภา” นี้ นายดีน รัสก์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเป็นผู้ใช้เป็นคนแรก ได้เน้นให้มีการใช้กระบวนการทางการเมืองคล้ายๆ กันนี้ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ในองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ และในรัฐสภาของชาติต่าง ๆ การทูตแบบการประชุมรัฐสภานี้ ได้วางหลักไว้ให้มีการประชุมกันระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในระดับภูมิภาค และระหว่างกลุ่มผลประโยชน์พิเศษต่าง ๆ เหมือนอย่างที่ฝ่ายนิติบัญญัติประชุมกันในรัฐสภา โดยจะมีการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้แทนของรัฐต่าง ๆ มีการแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ระหว่างกัน และมีการอภิปรายถกแถลงกัน เป็นต้น

ความสำคัญ การทูตแบบการประชุมรัฐสภานี้ จะทำหน้าที่ดังนี้ คือ (1) ให้คำจำกัดความแก่ประเด็นต่าง ๆ (2) เรียกร้องความสนใจมาที่ประเด็นของปัญหานั้น (3) สร้างเอกภาพทางแนวความคิดให้เข้ารูปเข้ารอยเดียวกัน แต่การทูตแบบการประชุมรัฐสภานี้ จะยังไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาในระดับนานาชาติได้โดยอัตโนมัติ ทั้งนี้เพราะผู้เข้าร่วมประชุมเป็นเพียงตัวแทนทางการทูตของรัฐเอกราชซึ่งได้รับมอบหมายมาให้ทำหน้าที่เป็นผู้รับอำนาจมา โดยที่ไม่มีอิสระในการตัดสินใจได้โดยลำพัง ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่า อำนาจตัดสินใจครั้งสุดท้ายยังอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐนั้น ๆ แม้ว่าเสียงข้างมากในที่ประชุมจะออกมาอย่างไร รัฐต่าง ๆ ก็ยังทรงอำนาจที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนในฐานะที่เป็นรัฐมีอำนาจอธิปไตยต่อไป แต่มติดังกล่าวก็อาจจะช่วยสร้างบรรยากาศที่จะเอื้ออำนวยให้การเจรจาต่าง ๆ เป็นไปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี มติจากเสียงข้างมากที่ท่วมท้นนี้ แม้ว่าจะสามารถใช้เป็นกลยุทธ์ในการผลักดันได้ก็จริง แต่ก็อาจเป็นเหตุสร้างความเห็นที่ขัดแย้งและแตกความสามัคคี แทนที่จะเป็นการสร้างความปรองดองกัน
==============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomacy, Summit

การทูตแบบการประชุมระดับสุดยอด

การทูตในระดับส่วนบุคคล โดยประมุขรัฐหรือประมุขรัฐบาล ซึ่งแตกต่างจากการทูตในระดับเอกอัครราชทูตหรือระดับอัครราชทูต การทูตแบบการประชุมระดับสุดยอดนี้ เกิดขึ้นในยุคที่มีการปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหลังจากนั้นมาก็ได้มีการประชุมกันแบบนี้อย่างประปราย แต่ได้มาเริ่มเฟื่องฟูใหม่อีกในช่วงที่เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต นอกจากนี้แล้ว ก็ได้มีการใช้ “การประชุมแบบสุดยอด” นี้ระหว่างผู้นำสหรัฐฯกับผู้นำชาติอื่น ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนและปัญหาในตะวันออกกลาง

ความสำคัญ การทูตแบบการประชุมระดับสุดยอดนี้ ในฐานะที่เป็นกลไกสำหรับใช้ปฎิบัติการในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีกระบวนการที่มีความละเอียดอ่อน ซับซ้อน และอาจจะสร้างความสำเร็จ หรือสร้างความล้มเหลวได้พอ ๆ กับกลไกทางการทูตแบบอื่น ๆ การทูตแบบการประชุมสุดยอดนี้ อาจใช้เพื่อทำการตกลงกันแบบกว้าง ๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดข้อปลีกย่อยต่าง ๆ ก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ๆ ลงมาเป็นผู้ดำเนินการกัน นอกจากนี้แล้วก็ยังใช้เทคนิควิธีนี้เพื่อปรับปรุงบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างรัฐก็ได้ อย่างไรก็ดี ในบางกรณีหากผลีผลามรีบจัดการประชุมแบบนี้ขึ้นมา ก็อาจเกิดผลเสียตามมาก็ได้เหมือนกัน เพราะเมื่อประมุขรัฐเข้าร่วมเจรจากันแล้วนั้น ก็จะไม่มีสิทธิถ่วงเวลาให้เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ๆ พิจารณาเรื่องนั้น ๆ ได้อีก ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว คนที่เป็นประมุขรัฐนั้นที่เคยเป็นนักการทูตมีประสบการณ์มาก่อนจะหาได้น้อย การเจรจาระหว่างประมุขรัฐ หรือระหว่างประมุขรัฐบาลนี้ จึงอาจล้มเหลว เกิดความเครียด และมีอันตรายร้ายแรงตามมาได้ การทูตแบบการประชุมสุดยอดนี้จะมีปัญหาน้อย หากจัดเมื่อจะลงนามในข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ในระดับล่าง ๆ ได้ดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
===========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary