Google

Thursday, September 24, 2009

Diplomatic Tool : Comity

เครื่องมือทางการทูต : ไมตรีจิตระหว่างประเทศ

ความเอื้อเฟื้อที่รัฐหนึ่งมีต่ออีกรัฐหนึ่ง ไมตรีจิตนี้มีรากฐานมาจากแนวความคิดเรื่องความเสมอภาคของรัฐต่าง ๆ และมักเป็นเรื่องของการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แนวความคิดเรื่องไมตรีจิตระหว่างประเทศนี้ได้เกิดขึ้นในยุคที่การปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังเฟื่องฟูอยู่ ซึ่งตอนนั้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างองค์อธิปัตย์ กับผู้แทนของพระองค์

ความสำคัญ แนวปฏิบัติซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของความมีไมตรีจิตระหว่างประเทศนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและธำรงความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประเทศต่าง ๆ ไมตรีจิตที่ว่านี้จะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ เช่น (1) การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (2) การที่ศาลต่างชาติยินยอมให้ศาลท้องถิ่นตัดสินลงโทษคนในบังคับของตน (3) การที่รัฐหนึ่งส่งคดีที่ได้มีการกระทำผิดในรัฐตนไปฟ้องร้องในศาลของอีกรัฐหนึ่ง (4) การให้ความคุ้มกันทางการทูต เช่น ไม่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจศาลท้องถิ่นที่นักการทูตไปประจำอยู่ เป็นต้น จารีตประเพณีที่มีรากฐานมาจากไมตรีจิตต่าง ๆ เหล่านี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Tool : Detente

เครื่องมือทางการทูต : การผ่อนคลายความตึงเครียด

เป็นศัพท์ทางการทูต หมายถึง สถานการณ์ที่ความหมางเมินหรือความตึงเครียดได้ลดลง ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศหรือมากกว่านั้น ห้วงเวลาที่มีการผ่อนคลายความตึงเครียดนี้ อาจจะเป็นผลมาจากการตกลงกันโดยมีการลงนามสนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ หรืออาจจะวิวัฒนาการจากการเปลี่ยนแปลงในทางยุทธศาสตร์หรือยุทธวิธีแห่งชาติโดยใช้เวลาหลายปีก็ได้

ความสำคัญ แนวความคิดเรื่องการผ่อนคลายความตึงเครียดนี้ หมายถึง สภาวะแวดล้อมที่ได้รับการปรับปรุง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการคลี่คลายข้อขัดแย้งขั้นพื้นฐานระหว่างรัฐต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น สนธิสัญญาโลคาร์โนปี ค.ศ. 1925 มีขึ้นในยุคที่เกิดเสถียรภาพในทวีปยุโรป ซึ่งก็ได้ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบการรักษาความมั่นคงของสันนิบาตชาติ ต่อมาก็ได้มีการลงนามในสัญญาอีกหลายฉบับ เช่น เยเนอรัล แอคต์ (ค.ศ. 1928), เคลลอคค์ - บริอังค์ แพคต์ ออฟ ปารีส (ค.ศ. 1928) ในทศวรรษหลังปี ค.ศ. 1960 การผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต อันมีรากฐานมาจากแนวความคิดต้องการอยู่ร่วมกันโดยสันตินั้น ได้เริ่มต้นมาจากวิวัฒนาการที่ทั้งสองฝ่ายเกิดความตระหนักถึงความพินาศย่อยยับที่จะบังเกิดขึ้น และก็มีผลสืบเนื่องมาจากลัทธิชาตินิยมที่ขยายตัวมากขึ้นในหมู่พันธมิตรของแต่ละค่าย มิใช่เป็นผลมาจากการลงนามในสนธิสัญญาสำคัญ ๆ อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายความตึงเครียดในครั้งนี้ มีอันถูกทำลายลงไป เมื่อสหภาพโซเวียตใช้กำลังทหารรุกรานอัฟกานิสถานในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1979 เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจตัดสินใจของแต่ละรัฐจะใช้ดุลพินิจด้วยตนเองว่า ควรจะใช้รูปแบบทางการทูตแบบผ่อนปรนหรือแบบเผชิญหน้า จึงจะสามารถธำรงผลประโยชน์ของชาติตน ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งได้
===========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Tool : Negotiation

เครื่องมือทางการทูต : การเจรจา

เทคนิคทางการทูต ที่นำมาใช้เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างกันโดยสันติ และเพื่อเสริมสร้างผลประโยชน์แห่งชาติ จุดมุ่งหมายของการเจรจากันจะบรรลุถึงได้ ก็โดยการประนีประนอมและการผ่อนปรนกัน โดยผ่านทางการติดต่อเจรจาระหว่างบุคคลโดยตรง

ความสำคัญ ลักษณะสำคัญของการเจรจา มักจะเป็นเรื่องที่สาธารณชนทั่วไปเข้าใจผิดกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครั้งสำคัญ ๆ แล้วเผอิญว่านักการทูตฝ่ายตนจำเป็นต้องยอมผ่อนปรนให้แก่นักการทูตของฝ่ายตรงข้ามเข้า ก็จะถือว่าเป็นความอัปยศทางการทูต ความจริงแล้วการบรรลุข้อตกลงโดยผ่านการเจรานั้น เป็นเรื่องความปรารถนาของทั้งสองฝ่ายที่จะผ่อนปรนกันในเรื่องที่แต่ละฝ่ายสามารถยอมรับได้ (มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน) การยื่นคำขาด การพูดจาก้าวร้าวคุกคาม การบอยคอตสินค้า การเดินผละออกจากที่ประชุม และการคุกคามด้วยกำลังทหาร อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการทูต ในความหมายกว้าง ๆ แต่มิใช่เรื่องของการเจรจากันโดยตรง อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวที่ว่าข้างต้น มักจะมาเกี่ยวข้องกับการเจรจา และก็จะส่งผลให้การเจรจาประสบผลสำเร็จหรือล้มเหลวในขั้นสุดท้ายได้ ผลประโยชน์ระดับรอง ๆ ผู้เจรจาอาจต้องยอมเสียสละ เพื่อให้สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจากันก็ได้ แต่สำหรับผลประโยชน์อันดับแรก หรือที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนั้น ยากนักที่จะนำมาต่อรองกันให้สำเร็จได้ ผู้ที่มีทักษะในการเจรจานั้นเวลาเจรจากันจะสามารถบรรลุถึงข้อตกลงกันได้ โดยที่ให้ฝ่ายตนเสียผลประโยชน์น้อยที่สุด (และในขณะเดียวกันก็ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความพึงพอใจ) เพื่อจะได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในอนาคต

============================

Diplomatic Tool : Rapprochement

เครื่องมือทางการทูต : การฟื้นสัมพันธไมตรี

การประนีประนอมผลประโยชน์ของรัฐที่เป็นปฏิปักษ์กัน ภายหลังจากยุคที่หมางเมินกัน การฟื้นสัมพันธไมตรีนี้ ในแง่ของการทูต หมายถึง นโยบายที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ขั้นปกติระหว่างกัน

ความสำคัญ การฟื้นสัมพันธไมตรี เป็นศัพท์ทางการทูตแบบพื้น ๆ มีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การฟื้นสัมพันธไมตรีระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้การแข่งขันชิงดีชิงเด่นกันอย่างรุนแรงซึ่งเป็นมายาวนานนับศตวรรษยุติลงได้

=========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Tool : Treaty

เครื่องมือทางการทูต : สนธิสัญญา

ข้อตกลงหรือข้อผูกพันอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐอธิปไตย ซึ่งจะมีการกำหนดให้มีการนิยามความหมายหรือมีการแก้ไขดัดแปลงในเรื่องสิทธิและพันธกรณีระหว่างกัน สนธิสัญญาต่าง ๆ ถือว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหนึ่ง แต่ในบางประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกานั้น ถือว่าเป็นกฎหมายภายในด้วยซ้ำไป ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วย “กฎหมายสูงสุดแห่งดินแดน” ในมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศชนิดอื่น ๆ ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษ อย่างเช่น act, aide memoise, charter, covenant, convention, entente, modus vivendi, protocal จะเกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ เป็นต้นว่า สันติภาพ สละดินแดน พันธมิตร มิตรภาพ การพาณิชย์ และเรื่องอื่น ๆ ซึ่งมีลักษณะเกี่ยวพันระหว่างประเทศ

ความสำคัญ หลักที่ว่า “สัญญาควรได้รับการเคารพปฏิบัติ” ของสนธิสัญญานี้ มิได้ขึ้นอยู่กับชื่อของข้อตกลงระหว่างประเทศแต่อย่างใด สนธิสัญญาอาจมีลักษณะเป็นแบบพหุภาคี หรือแบบทวิภาคี อาจมีการระบุห้วงเวลาที่ใช้บังคับไว้เป็นการแน่นอน หรือมิได้กำหนดห้วงเวลาไว้เป็นการแน่นอน ในเวลาที่ทำสนธิสัญญากันนั้น ก็จะผ่านกระบวนการดังนี้ คือ การเจรจา การลงนาม การให้สัตยาบัน การแลกเปลี่ยนสัตยาบันสาร การประกาศแจ้งความ และการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ สำหรับการให้สัตยาบันสนธิสัญญานั้น เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร คือ เป็นการที่รัฐผู้เป็นคู่สัญญายอมรับบทบัญญัติต่าง ๆ ของข้อตกลงนั้น ๆ เป็นกระบวนการที่รัฐผู้ลงนามในสนธิสัญญาจะดำเนินการโดยสอดคล้องกับกระบวนการที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของตนนั้น ข้อผูกพันระหว่างประเทศอาจสิ้นสุดลงได้ในหลายกรณีด้วยกัน เช่น เงื่อนไขต่าง ๆ ที่ระบุไว้เป็นการเฉพาะนั้น ๆ ได้รับการปฏิบัติตามเรียบร้อยแล้ว ห้วงเวลาที่ระบุไว้ในข้อตกลงสิ้นสุดลง ทั้งสองฝ่ายยินยอมพร้อมใจที่จะให้มีการยกเลิกสนธิสัญญา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประกาศเลิกใช้สนธิสัญญาเมื่อเกิดสงครามระหว่างกัน เป็นต้น หรือกรณีที่เงื่อนไขสำคัญในข้อตกลงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว (หลักที่ว่าสัญญายังคงมีผลตราบเท่าที่สถานการณ์ยังคงเดิม) ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ถูกควบคุมโดยสนธิสัญญาแบบพหุภาคีในหลาย ๆ เรื่องมากกว่าแต่ก่อน ยกตัวอย่างเช่น กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ กติกาสัญญาวอร์ซอ สนธิสัญญากรุงโรมว่าด้วยบูรณาการยุโรป สนธิสัญญาห้ามการทดลองนิวเคลียร์ และสนธิสัญญาเกี่ยวกับอวกาศ เป็นต้น
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Tool : Treaty Ratification

เครื่องมือทางการทูต : การให้สัตยาบัน

การที่รัฐดำเนินการให้คำยืนยัน และให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการต่อบทบัญญัติของสนธิสัญญา ปกติแล้วการให้สัตยาบัน เป็นเรื่องของฝ่ายบริหารของรัฐที่ได้ลงนามในสนธิสัญญา จะเป็นผู้ดำเนินการโดยให้สอดคล้องกับกระบวนการที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของฝ่ายตน โดยทั่ว ๆ ไปนั้นการให้สัตยาบันจะต้องผ่านการเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจจะเป็นสภาเดียวหรือสองสภา ซึ่งก็สุดแล้วแต่ว่ารัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้อย่างไร ในบางประเทศฝ่ายนิติบัญญัติจะเข้ามามีส่วนในการให้สัตยาบันในช่วงหลังจากที่ได้กระทำสนธิสัญญากันเรียบร้อยไปแล้ว แต่ในบางประเทศ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา การให้สัตยาบันเป็นขั้นตอนสำคัญยิ่งในกระบวนการทำสนธิสัญญาเลยทีเดียว

ความสำคัญ ตามแนวปฏิบัติระหว่างประเทศนั้น สนธิสัญญาทั้งหลายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันสารต่อกัน ในกรณีที่เป็นสนธิสัญญาแบบทวิภาคี แต่ถ้าหากเป็นกรณีของสนธิสัญญาแบบพหุภาคี สนธิสัญญาจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมีการขึ้นทะเบียนสนธิสัญญากับรัฐบาลของรัฐใดรัฐหนึ่ง หรือองค์การใดองค์การหนึ่งตามที่ได้กำหนดไว้ในสนธิสัญญานั้นแล้ว หากเป็นแบบกรณีหลังนี้ก็อาจจะมีข้อกำหนดไว้ด้วยว่า สนธิสัญญาจะมีผลบังคับต่อเมื่อมีการขึ้นทะเบียนสัตยาบันสารของรัฐนั้นรัฐนี้แล้ว หรือเมื่อได้รับสัตยาบันสารของรัฐต่าง ๆ จำนวนเท่านั้นเท่านี้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา 110 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และมาตรา 11 แห่งสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ
==========================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary


Diplomatic Tool : Ultimatum

เครื่องมือทางการทูต : คำขาด

การติดต่อสื่อสารเป็นทางการครั้งสุดท้ายจากรัฐบาลหนึ่งไปยังอีกรัฐบาลหนึ่ง เพื่อแจ้งให้รัฐบาลฝ่ายผู้รับคำขาดยินยอมกระทำการอย่างนั้นอย่างนี้ตามความปรารถนาของรัฐบาลผู้ยื่นคำขาด มิฉะนั้นแล้วรัฐบาลผู้รับคำขาดก็ต้องเตรียมการเพื่อเผชิญกับผลของการปฏิเสธที่จะติดตามมา ซึ่งในขั้นสุดท้ายนั้นก็คือการทำสงครามกันนั่นเอง เมื่อมีการยื่นคำขาดเช่นนี้ก็แปลความได้ว่า กระบวนการทางการทูตจะดำเนินต่อไปอีกเพียงก้าวเดียวก็จะถึงการล้มเหลวแล้ว และว่ารัฐอธิปไตยรัฐหนึ่งกำลังคิดจะเสี่ยงภัยใช้กำลังทหารหากจำเป็น เพื่อบีบบังคับอีกรัฐหนึ่งให้ปฏิบัติตามความต้องการของฝ่ายตน

ความสำคัญ การยื่นคำขาดนี้ไม่ว่าจะยื่นเพื่อการข่มขู่ หรือเพื่อจะเอาจริงอย่างไร ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าวิกฤติการณ์ร้ายแรงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นการบ่งบอกด้วยว่า รัฐคู่กรณีฝ่ายหนึ่งได้ตัดสินใจที่จะเลิกล้มการเจรจา และกำลังจะหันไปใช้วิธีการอย่างอื่น เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของฝ่ายตน ตัวอย่างเช่น เมื่อปี ค.ศ. 1914 เยอรมนีได้ยื่นคำขาดต่อเบลเยียม ให้อนุญาตทหารเยอรมันเดินทัพผ่านดินแดนเข้าไปโจมตีฝรั่งเศส มิฉะนั้นแล้วฝ่ายเยอรมนีจะถือว่าเบลเยียมเป็นศัตรู ทั้งสันนิบาตชาติและสหประชาชาติต่างก็ถูกออกแบบมาให้เป็นสถานที่ประชุมและจัดหาเทคนิควิธีต่าง ๆ ที่จะนำมาช่วยแก้ไขข้อขัดแย้งที่เกินขีดความสามารถของการทูตในระดับทวิภาคีจะแก้ไขได้แล้ว ทั้งนี้เพื่อมิให้มีการยื่นคำขาดต่อกันนั่นเอง
============================

หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการทูต ขอแนะนำ

พจนานุกรมศัพท์ทางการทูต Diplomacy Dictionary